

Series Full Review : Doctor John : หมอหัตถ์เทวดา
คมคายในการตั้งคำถามในสิทธิ์ที่จะจบชีวิตตัวเองของผู้ป่วย ความขัดแย้งทางกฎหมายและจรรยาบรรณ เข้มข้นในการสร้างทางแยกในใจคนดู

NETFLIX , viu : 1 Season 16 Episodes (2019)
มีหลายคนไถ่ถามมาว่าดูไปบ่นไปเอาอะไรมาตัดสินว่าซีรีส์เรื่องไหนน่าดูที่ภาษาวัยรุ่นข้างบ้านบอกว่าป้ายยา คำตอบคือเรื่องไหนที่ผู้เขียนดูจบนั่นคือน่าดูทั้งสิ้นเพราะซีรีส์ไม่ว่าจะจากสัญชาติไหนก็มักจะมาพร้อมความยาวและมากจำนวนตอน ซึ่งการที่งานซีรีส์จะสามารถตรึงผู้ชมให้ติดตามจนครบทุกตอนนั้นหากพลังความน่าติดตามไม่สูงพอคนดูก็พร้อมจะทิ้งไว้กลางทางที่วัยรุ่นข้างบ้านคนเดิมเรียกว่าเท นั่นหมายความว่างานซีรีส์ที่สามารถทำให้คนดูดูตั้งแต่ต้นจนจบได้นั้นต้องมีดีแต่คำว่าดีสำหรับคนเรานั้นก็ต่างกัน ซีรีส์ที่ดูสนุกสำหรับคนหนึ่งอาจจะน่าเบื่อสำหรับอีกคนหนึ่งแต่ก็มีไม่น้อยที่ความเห็นออกมาในทางเดียวกัน แต่ก็เป็นแค่ส่วนน้อยและไม่ใช่ทุกเรื่องจะไปถึงระดับยอดเยี่ยมไร้ที่ติ
เช่นกันกับเรื่องนี้ที่นับว่าเป็นงานซีรีส์ทางการแพทย์ที่ผู้เขียนประทับในอีกหนึ่งเรื่อง เพราะนี่คืองานที่เล่าเรื่องของหมอพันธุ์หายาก หมอจอมแหกคอกนอกกรอบที่เชือดเฉือนกันสุดมันส์ แต่กระนั้นเมื่อได้ดูไปสักพักอารมณ์เชือดเฉือนอาจมีแกว่งและลดพลังลงบ้าง แต่ก็ทดแทนด้วยความคมคายในการตั้งคำถามเรื่องสิทธิ์ที่จะจบชีวิตของตัวเองของผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมาน จรรยาบรรณแพทย์ที่จะตัดสินว่าควรจะยื้อชีวิตหรือปล่อยไป และความขัดแย้งในข้อกฎหมายที่มองเป็นอาชญากรรมผ่านการนำเสนอที่แหลมคม เพียงแต่ความเข้มข้นอาจไม่ถึงหยดสุดท้ายอย่างที่ควร Doctor John

เรื่องย่อ
เรื่องเปิดตัวคังชียอง (อีเซยอง) หญิงสาวแพทย์ประจำบ้านปีสองที่คนดูดูออกว่าหนีอะไรบางอย่าง ก่อนเดินทางเธอได้รับข้อเสนอให้ไปเป็นเจ้าหน้าที่การแพทย์ในเรือนจำเป็นการชั่วคราว และที่นั่นเธอได้พบกับนักโทษคนหนึ่งที่ชอบมาจุ้นจ้านกับคนป่วยจนกระทั่งคังชียองพบว่าเขาคือหมอชาโยฮัน (จีซอง) ที่ความเก่งกาจในการวินิจฉัยโรคเหมือนดั่งมีเนตรทิพย์ปานเทวดา แต่ชาโยฮันก็เป็นคนแปลกที่ไม่น่าไว้วางใจจนเมื่อคังชียองได้ช่วยชีวิตนักโทษคนหนึ่งตามคำแนะนำของชาโยฮัน เธอจึงเริ่มรับรู้และสามารถลุกขึ้นมาจากการจมกับแผลในใจกลับเข้ามาเรียนแพทย์อีกครั้งจากการนั้น แต่จะเป็นโชคชะตาหรือความบังเอิญเมื่อหมอชาโยฮันที่พ้นโทษออกมาก็ได้มาทำงานในโรงพยาบาลเดียวกับคังชียอง
หนักเข้าไปอีกเมื่อเขามาเป็นหัวหน้าศูนย์บรรเทาอาการปวดที่เธอประจำอยู่และต้องมาเป็นอาจารย์หมอของเธอ ยังไม่พอคังชียองพบว่าชาโยฮันที่ต้องถูกขังเพราะเหตุการุณยฆาตผู้ป่วยที่เป็นเรื่องผิดกฏหมาย แพทย์ประจำบ้านคังชียองจึงต้องเรียนรู้จากอาจารย์หมอชาโยฮันด้วยความกังขาตั้งแต่เริ่ม ซ้ำชาโยฮันยังถูกหมายหัวจากอัยการที่เคยทำคดีของเขาคืออัยการซนซอกกี (อีคยูฮยอง) ที่ออกนอกหน้าว่ามีความแค้นกับชาโยฮัน แถมทางโรงพยาบาลมีผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแบบยื้อชีวิตอยู่หนึ่งคนที่จะกลายเป็นคำถามถึงความชอบธรรมในการยื้อชีวิตหรือปล่อยให้ผู้ป่วยสิ้นใจอย่างสงบ ในขณะที่แผลในใจของคังชียองก็ต้องได้รับการรักษาเช่นกัน

บทอาจดูหลวมและเห็นได้ทั่วไป แต่แก่นสารที่เล่ายังแข็งพอทำให้มองข้ามข้อบกพร่องได้จนงานออกมาสุดมันส์
แม้เรื่องเปิดตัวอย่างแรงสูงในช่วงต้นที่เหตุเกิดในเรือนจำกับความน่ากังขาในตัวหมอหัตถ์เทวดา แต่พอมาถึงกลางเรื่องกลายเป็นซีรีส์การแพทย์ทั่วไปที่เล่าเรื่องการรักษาผู้ป่วยเคสยากๆไปทีละเคสอย่างน่าเสียดาย และถ้าช่างสังเกตจะเห็นการหลงไปจากประเด็นหลักไกลพอควรก่อนที่จะกลับมาแรงขึ้นเมื่อถึงตอนท้าย และยิ่งน่าเสียดายหนักเข้าไปอีกเมื่อตอนสุดท้ายได้ทิ้งทุกอย่างที่มีมาตั้งแต่ต้นเพื่อความเท่และการพยายามโรแมนติก ว่าตามตรงแบบไม่เกรงใจคือบทโดยรวมหลวม บางเหตุการณ์ดูลอยๆไม่เชื่อมโยงกับแกนหลักที่ตั้งใจจะเล่า ถ้านั่นยังไม่พอบทที่ปูทางไว้อย่างเข้มแต่หาทางลงอย่างง่ายไปเช่นประเด็นการเลือกประธานที่ปูมาอย่างน่าสนใจแต่หาทางออกง่ายๆแบบใครจะทำไม
แต่… ถ้ามองอย่างเป็นธรรมในสิ่งที่เรื่องตั้งธงไว้นับว่าได้ผลดีแม้จะเป๋ไปและดูเลือนไปบ้างในช่วงกลาง (เหมือนคิดอะไรไม่ออกเลยจับเอาสถานการณ์โรคแปลกๆมาใส่) นั้นคือประเด็นของการุณยฆาต สิทธิ์ที่จะเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองอย่างสงบของผู้ป่วยที่เจ็บปวดทรมานและไม่มีทางรักษาหาย มุมของจรรยาบรรณแพทย์ที่เป็นผู้รักษาชีวิตไม่ใช่ผู้พรากชีวิตและข้อถกเถียงกันในเรื่องกฎหมายที่สร้างทางแยกในใจให้ตั้งคำถาม ซึ่งบทก็ฉลาดพอที่จะปล่อยให้เป็นคำถามอยู่อย่างนั้นไม่ฟันธงว่าอะไรถูกหรือผิด และสิ่งที่บททำได้ดีคือประเด็นรองที่ว่าด้วยเรื่องการเยียวยาแผลในใจที่ทำให้คนบางคนไม่กล้าลุกขึ้น

ด้วยความเปลี่ยนแปลงภายในที่เป็นการเริ่มต้นใหม่ของทั้งคังชียองและหมอชาโยฮัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พาสิ่งที่เรียกว่าการส่งต่อความดีที่เห็นชัดและเป็นสิ่งที่ประคองเรื่องไว้ในช่วงกลางที่เริ่มหลุดไปจากประเด็นหลัก แน่นอนว่ามันคือสิ่งที่ทำให้เรื่องยังมีพลังมากพอที่ดึงคนดูอยู่ด้วยความระทึกในการรักษาโรคประหลาดต่างๆ ถ้าจะบอกว่าบทพยายามเน้นเรื่องภาวะจิตใจภายในของตัวละครและเลยเถิดมาถึงคนดูก็คงไม่เกินเลยและมันได้ผล ทั้งยังรวมถึงความกล้าที่จะเล่นประเด็นที่หมิ่นเหม่และเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนอย่างเรื่องของสิทธิ์ที่จะจบชีวิตของตนเองเมื่อรู้ว่าอาการป่วยไม่มีทางรักษา เมื่อในทุกนาทีในแต่ละวันต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวด
เพราะคนที่ไม่ป่วยอาจจะไม่เข้าใจความเจ็บปวดทั้งกายและใจ เมื่อการยื้อชีวิตก็ไม่ต่างจาการสร้างความทรมานทางจิตใจให้คนที่อยู่ข้างหลังทั้งเรื่องการดูแลและค่าใช้จ่าย เพียงแต่สิทธิ์ที่เลือกนั้นตัวผู้ป่วยเองทำไม่ได้ด้วยตัวเองจึงต้องพึ่งมือหมอ แต่ความขัดแย้งระหว่างความเห็นใจและเข้าใจความเจ็บปวดของผู้ป่วยกับความเป็นหมอที่ต้องรักษาชีวิตมิใช่พรากชีวิต หมอเองอาจมีเส้นบางๆในการตัดสินใจในเรื่องหมิ่นเหม่เช่นนี้ที่เสนอผ่านตัวละครหมอชาโยฮันอย่างเข้มข้นและถึงอารมณ์ อีกส่วนคือด้านของกฏหมายที่เรื่องของการุณยฆาตที่เป็นเรื่องผิดกฏหมาย แม้ว่าผู้ป่วยเองจะยินยอมหากแต่กฏหมายก็ยังต้องเป็นกฏหมายไม่มีทางละเมิดได้

แต่การบังคับใช้กฏหมายนั้นจะมาจากจิตใจที่เที่ยงธรรมหรือมีอะไรแอบแฝง จึงเสนอผ่านตัวละครอัยการซนซอกกีที่เต็มไปด้วยความแค้นและให้ความแค้นมาบังตา แต่ถึงที่สุดแล้วหมอชาโยฮันที่มีความเป็นหมออยู่ทั้งตัวและหัวใจกลับไม่ได้ใส่ใจซ้ำยังเข้าใจในความคับแค้นนั้น และไม่ได้ตอบโต้อะไรจนเรื่องราวผ่านไปถึงจุดที่แสดงให้เห็นว่าความแค้นไม่ได้ทำให้ใจเป็นสุข แต่ความเข้าใจโลกเข้าใจผู้อื่นต่างหากที่จะกำจัดสิ่งที่รบกวนในใจ ซึ่งในเรื่องนี้แข็งแรงและสร้างคำถามในใจคนดูว่าถ้าถึงเวลานั้นที่ตัวคนดูเป็นผู้ป่วยที่ต้องเผชิญอาการเจ็บและทรมานและไม่มีทางรักษาทั้งยังรู้สึกความเห็นใจคนอยู่ข้างหลัง ถ้าเลือกได้คนดูจะเลือกให้หมอจบชีวิตตัวเองหรือไม่
และหากคนดูเป็นหมอที่มีหน้าที่ขจัดความเจ็บปวดอย่างชาโยฮัน เมื่อถูกร้องขอและไม่มีทางทำอะไรได้กว่าที่เป็นแล้วจะเลือกขจัดความเจ็บปวดครั้งสุดท้ายให้ผู้ป่วยหรือไม่ อีกคำถามคือเรื่องของการยื้อชีวิตของคนที่เรารัก ที่บางทีก็เป็นการตัดสินใจที่ยากที่จะปล่อยให้คนที่เรารักจากไปอย่างสงบหรือยื้อชีวิตไว้เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่การยื้อไว้อาจไม่ใช่การทำเพื่อคนที่เรารักแต่เป็นการทำเพื่อตัวเองใช่หรือไม่? เหมือนอย่างที่ชาโยฮันพยายามยื้อชีวิตคนไข้คนหนึ่งสุดฤทธิ์แต่หัตถ์เทวดาก็ไม่สามารถยื้อไว้ได้ แต่คนที่เจ็บปวดกว่าคนไข้ที่ไม่ได้สติคือแม่ที่มองดูผ่านคราบน้ำตาที่ไหลนองนั่นเอง…. แม้บทจะดูหลวมแต่แก่นของเรื่องยังแข็งแรงพอพ่วงด้วยความกล้าเลยทำให้ความธรรมดาออกมาสุดมันส์
การแสดงและเสน่ห์ที่จัดจ้านจนจัดการได้ทุกอย่างของ “จีซอง”
นอกจากเรื่องที่กล่าวมาความเข้มในเรื่องของการล้มแล้วลุกและการเยียวยาหัวใจ ความรักความเข้าใจในครอบครัวก็ยังชัดและเป็นส่วนหนุนให้กับความสนุกของเรื่องโดยเฉพาะในช่วงกลางที่หลุดออกไป สิ่งที่น่าดูอีกอย่างคือการแสดงของอีเซยองในบทหมอคังชียองผู้มีปมในใจ คนที่ล้มแล้วไม่ยอมลุกจนกระทั่งมาเจอกับหมอชาโยฮันและได้พบแรงบันดาลใจ แน่นอนว่าความรักทำให้เธอตาสว่างและลุกขึ้นยืนในจุดที่เธอควรยืนและพิสูจน์ตัวเองในฐานะหมอ ซึ่งอีเซยองทำหน้าที่ได้เกือบสมบูรณ์แบบ ที่ว่าเกือบคือยังมีบ้างที่มองเห็นความพยายามเกินไปและเห็นว่าเป็นการแสดง แต่โดยรวมแล้วการแสดงของเธอสมควรได้รับคำชื่นชม
แต่เรื่องนี้ (ความจริงก็ทุกเรื่อง) จีซองแข็งแกร่งเกินไปในด้านการแสดงรวมถึงพลังดาราและเสน่ห์ ทำให้แม้อีเซยองจะทำได้ดีแบบน่าพอใจแล้วก็ยังต้านทานพลังแรงของจีซองที่รับบทหมอชาโยฮันอย่างน่าเชื่อถือ ทำให้เห็นชัดว่านางเอกบารมียังไม่เสมอกับจีซองเลยเป็นระยะห่างและความเก๋าไม่เท่ากัน แต่อย่างน้อยพระเอกกับนางเอกเคมีก็ยังไปด้วยกันได้แม้คนดูจะรู้สึกเชื่อได้ไม่ร้อยเปอร์เซนต์เรื่องความรักของทั้งคู่ หรือถ้าจะลองนึกดูถึงงานที่จีซองเล่นคูกับฮันจีมินใน Familiar Wife จะเห็นชัดเจนในเรื่องพระเอกกับนางเอกศีลเสมอกันและกลายเป็นเคมีลงตัวเต็มร้อย
อีกอย่างตัวละครสมทบในรุ่นเล็กที่เป็นนักเรียนแพทย์ที่ความจริงมีนาทีในเรื่องค่อนข้างมากแต่ก็มองเห็นว่าเป็นการแสดงอยู่เรื่อยๆ ผิดกับนักแสดงสมทบรุ่นใหญ่อย่างชินดองมี ในบทพยาบาลผู้มีแค้นฝังใจ ที่เวลาออกจอน้อยกว่าและบทยังลอยไปลอยมาผลุบโผล่เป็นพักๆแต่การแสดงอยู่ในระดับที่เรียกว่าเฉียบ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบทอัยการที่ลึกๆแล้วเป็นคนดีแต่ถูกความแค้นบดบังจนน่าชิงชังในตอนแรก ก่อนที่จะละลายในตอนหลังและบทก็ดันทิ้งเขาไปอย่างน่าเสียดายอย่างอีคยูฮยองนักแสดงชั้นดีที่พิสูจน์ให้เห็นมาหลายครั้ง รวมๆแล้วอาจไม่ใช่งานที่สมบูรณ์ไร้ที่ติ แต่ประเด็นที่คมคาย การเล่าเรื่อง และการแสดงทำให้เป็นเรื่องที่ดูสนุกและน่าติดตาม แถมให้ว่าภาพสวยเพลงเพราะอีกต่างหาก

แม้ว่าจะไม่ใช่งานที่ไร้ที่ติเรื่องมีหลุดจากทางหลักไปบ้างในช่วงกลางแต่ก็ไม่ปฏิเสธว่านี่คืองานที่ดูสนุก ได้ลุ้นในทุกตอนเพราะการเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกมีเหตุการณ์เร้าและบีบอารมณ์มากมาย ลุ้นไปกับการวินิจฉัยและการรักษาโรคประหลาดต่างๆ แต่ถ้าจะใส่ความเข้มข้นในการเชือดเฉือนกันระหว่างจรรยาบรรณกับกฏหมายและความขัดแย้งในใจของทั้งหมอและอัยการเข้าไปน่าจะสนุกยิ่งขึ้น เอาง่ายๆทุกฉากที่ชาโยฮันเผชิญหน้ากับอัยการซนซอกกีที่ออกมาทรงพลังและเร้าใจทุกฉาก นั่นเพราะพลังดาราและการแสดงที่ข่มกันไม่ลงทำให้การเชือดเฉือนด้วยคำพูดและภาษากายออกมาสนุกและน่าจดจำ
แต่เมื่อเรื่องเลือกที่จะเล่าออกมาแบบเล่นกับอารมณ์และสร้างคำถามคำโตในใจคนดูแบบนี้ก็ต้องยอมรับ ซึ่งการเล่าเรื่องที่ไม่มีพลิกผันหักมุมแต่ทำให้ผู้ชมสนุกได้ขนาดนี้ก็จัดว่าดีพอ แต่ความสนุกมันมาจากสถานการณ์มากกว่าการเล่นประเด็นย่อยเพื่อไปสู่เรื่องใหญ่ เพราะบทได้ตั้งธงไว้แล้วแต่ขยายไม่ยาวพอเลยต้องใส่เหตุการณ์รายทางให้ลุ้นเป็นเคสต่อเคสไปซึ่งก็ได้ผล แต่ที่ผู้เขียนเสียดายคือเจตนาน่าสนใจและกล้าที่จะตั้งคำถามในเรื่องที่อ่อนไหวหรือละเอียดอ่อนในใจคนได้ขนาดนี้ก็น่าจะระทึกได้กว่านี้ แต่เท่าที่เป็นอยู่นี้ก็สุดๆและสนุกแล้ว
อีกอย่างคือตัวละครของอัยการซนก็น่าเสียดายที่บทไม่เน้นเขาให้มากกว่าที่เป็น ซึ่งจะเป็นการปะทะกันของกฏหมายและจรรยาบรรณที่จะตั้งคำถามในเรื่องที่อยากเล่า แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็มีดีในตัวและคืองานชั้นดี และถ้าจะว่ากันตามจริงก็อาจถึงอดหลับอดนอนกันได้ด้วยชั้นเชิงการเล่าเรื่องที่ชวนติดตาม (งอมแงมกันได้ง่ายๆ) แม้จะไม่ถึงขนาดสมบูรณ์แบบไร้ที่ติก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะอย่างที่เคยบอกว่า “งานที่สนุกไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ” และกับเรื่องนี้ก็คือประทับใจ ทั้งยังมีคำถามที่ฝากไว้ในส่วนลึกของความคิดว่า “ถ้าถึงเวลาจะตัดสินใจอย่างไร”
ดูไปบ่นไป
NETFLIX
viu
