viu : Season 4 14 Episodes (2021)
สำหรับหนังหรือซีรีส์ถ้าไม่ดีจริงการสร้างภาคต่อหรือซีซันต่อๆมาก็คงไม่มี แต่ถ้ามีเรื่องไหนที่ยืนระยะมาได้จนมีภาคต่อมาอย่างยาวนานนั่นคืองานนั้นต้องมีดีมีฐานคนดูที่มากพอ แต่สิ่งที่ตามมาและเป็นราคาที่ต้องจ่ายคือมันจะไปถึงจุดตายที่การหมดมุขเรื่องราวเริ่มวนอยู่ที่เดิม เพราะการสร้างภาคต่อหรือซีซันต่อนั้นไม่ว่าจะเล่าเรื่องอย่างไรก็ยังต้องคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์แล้วสิ่งที่ตามมาคือเรื่องจะไม่พัฒนาไปมากกว่าที่เคยทำให้บางเรื่องวนอยู่กับที่จนสุดท้ายคนดูก็เริ่มหน่าย ซึ่งสำหรับงานซีรีส์ที่เรียกได้ว่ากลายเป็นตำนานอย่าง Voice ที่ออกเดินทางจากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2017 ที่กลายเป็นของขึ้นหิ้งของวงการที่ใครก็ต้องดู เมื่อมาครบทั้งความหลอน จิตตก และประเด็นทางสังคม ประกอบกับการแสดงในระดับสวมวิญญาณของอีฮานากับจางฮยอกรวมถึงคนอื่นๆกระทั่งตัวร้ายที่จิตสุดๆมันจึงทำให้งานออกมาลงตัวทุกมิติ
เมื่องานออกมาเป็น The Best และประสบความสำเร็จจึงไม่ต้องสงสัยว่าจะมีซีซันต่อมาและก็มาเป็นสองซีซันเรื่องเดียวต่อเนื่องกัน ที่มาพร้อมกับความพยายามเล่นใหญ่ขึ้นยากขึ้นความโหดและหลอนยังมีเต็มที่ ตามมาด้วยการเล่นเรื่องของตัวละครที่เป็นสีเทาน่าสงสัยและทำได้ดี เพียงแต่สิ่งที่ทำให้มันหย่อนลงคือความเป็น Voice ที่เคยได้เห็นกันมาเมื่อซีซันแรกบางอย่างมันมองเห็นความซ้ำ และเริ่มมีริ้วรอยเมื่อเลือกที่จะเล่นใหญ่ขึ้นเป็นองค์กรความซับซ้อนที่มากขึ้นทำให้สมองคนดูทำงานหนัก แต่ทุกอย่างก็ลงตัวดีแบบมีบทสรุปที่ได้ใจและคิดว่าไม่น่าจะมีทางไปแล้ว กระทั่งมาถึงซีซันสี่ที่ความจริงนับเป็นเรื่องที่เล่าคงนับเป็นครั้งที่สาม และคราวนี้สิ่งที่เห็นว่าน่าจะถึงทางตันกลับมีทางให้เล่นต่ออย่างฉลาด และยังคงได้ทุกอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ของ Voice ที่ยังระทึก เร้าใจ แต่บางอย่างก็หายไปอย่างน่าเสียดายกับ Voice 4
เรื่องย่อ
เปิดมาที่ความทรงจำของคังควอนจู (อีฮานา) ที่มีต่อการคลี่คลายคดีที่ต้องสังเวยชีวิตของโดคังอู (อีจินอุค) จนกลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน แล้วการปิดคดีดาร์คเว็บฟาเบรก็ได้ทำให้ทีมโกลเด้นไทม์มีผลงานเป็นที่ยอมรับ จนมาถึงคดีใหม่ที่เป็นคดีฆ่ายกครัวโดยหลานชายฆ่าปู่กับย่าแล้วฆ่าตัวตายตามที่คนดูเห็นว่ามีการควบคุมจากผู้ร้ายตัวจริงที่เรียกตัวเองว่าเซอร์คัสแมน ในระหว่างนั้นคังควอนจูก็ได้รับอีเมล์แปลกๆในนามเซอร์คัสแมนเช่นกัน กระทั่งเจ้าหน้าที่พัคอึนซู (ซนอึนซอ) สังเกตได้ว่าอีเมล์ที่คังควอนจูได้รับเป็นการเตือนล่วงหน้าถึงคดีฆาตกรรมของเซอร์คัสแมน แล้วคดีฆ่ายกครัวต่อมาก็มีเหตุทำให้น้องสาวของเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก LAPD. เดเร็ค โจ (ซงซึงฮอน) ถูกเซอร์คัสแมนสังหารสร้างความคับแค้นให้กับสายสืบโจทำให้เขาขอเข้าร่วมการสืบคดีนี้ร่วมกับทีมโกลเด้นไทม์
จนสืบทราบมาว่าเซอร์คัสแมนมีถิ่นที่อยู่ที่เกาะบีโมทีมโกลเด้นไทม์จึงต้องไปปฏิบัติภารกิจที่นั่น แต่แล้วเบาะแสกลับชี้มาที่คังควอนจูเมื่อรูปถ่ายผู้ต้องสงสัยมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับคังควอนจูดั่งฝาแฝดแถมยังมีความสามารถทางประสาทหูเช่นเดียวกัน คดีนี้จึงสร้างความงุนงงให้กับทั้งเธอเองและสายสืบโจแต่ระหว่างนั้นทีมโกลเด้นไทม์ก็ได้คลี่คลายคดีที่เกิดขึ้นบนเกาะบีโมไปพร้อมๆกับการสืบหาเซอร์คัสแมน แล้วก็พบว่าแท้จริงแล้วเซอร์คัสแมนใช้วิธีหาเหยื่อผ่านเกมเกี่ยวกับการแก้แค้นเซอร์คัส ปิโอเร่ต์ที่พยายามหาเหยื่อที่เป็นเด็กขี้แพ้ เก็บกด และมีปัญหากับครอบครัวเพื่อสังหารครอบครัวและตัวเด็กไปพร้อมๆกัน แต่เรื่องก็ไม่ง่ายเมื่อการสืบลึกเข้าไปพบความเกี่ยวพันระหว่างคดีในอดีตที่มีผลต่อชีวิตของสายสืบโจ
ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ที่คราวนี้เห็นชัดมากว่าไม่เรียบเนียน
สิ่งหนึ่งที่ต้องชื่นชมคือการเล่าเรื่องสานต่อจากจุดจบซีซันที่แล้วที่ลงตัว และเห็นเป็นความฉลาดในการเล่าเรื่องในซีซันสองสามที่เป็นชิ้นเดียวกันแต่ถูกแบ่ง จึงกลายเป็นว่านี่คือการเดินทางเพียงก้าวที่สามเท่านั้นของเรื่องราวของคังควอนจู และการเล่าเรื่องครั้งนี้คือการสานต่อเรื่องราวได้อย่างน่าทึ่ง เยี่ยมมากในการที่จะไม่ไปอ้างอิงจากซีซันแรกที่มาไกลแล้ว และคนดูก็อาจไม่คิดไกลขนาดนั้นแต่ยังเก็บชิ้นส่วนมาใช้ได้อย่างดี เพราะคนดูเดาไม่ออกว่าจะเล่าเรื่องแบบไหนเมื่อจุดสิ้นสุดในซีซันที่แล้วออกมาหน้านั้น แต่เมื่อคนเขียนบทยังมีไอเดียมีสารตั้งต้นดีก็เล่าต่อได้อย่างเนียนๆ เพียงแต่เดาว่าการถ่ายทำในช่วงเวลาที่ต้องระมัดระวังในภาวะโรคระบาดยังไม่คลี่คลายเต็มที่ในตอนนั้น ได้ส่งผลให้มองเห็นความไม่เนี้ยบในตัวงานต่างจากที่เคยเห็นมาอย่างชัดเจน
ซึ่งต้องแยกให้ออกคือในความเป็น Voice ที่เล่าเรื่องของทีมโกลเดนไทม์ที่ต้องคลี่คลายคดีแข่งกับเวลานั้นคดีย่อยๆที่ถูกเล่ายังมีริ้วรอยการหาทางลงง่ายๆ แม้จะเร้าใจแต่บางครั้งก็เล่าไปข้างหน้าแบบลืมเรื่องหลักไปเป็นเวลานาน ทำให้เรื่องของตัวร้ายหลักที่เนี้ยบในการปิดซ่อนอย่างเหนือความคาดหมายยากต่อการคาดเดาและมีเรื่องซ้อนเรื่องที่แข็งแรงดีแล้วแต่บางช่วงกลับถูกหลงลืมไปเพราะเรื่องสองส่วนเชื่อมกันไม่ติด อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องของน้ำหนักของเหตุการณ์เหตุและผลของการทำหรือไม่ทำดูเป็นแผลตั้งแต่ต้นจนจบ การปล่อยทิ้งตัวละครบางตัวไปจนเห็นว่าบทหรือโครงเรื่องก็แน่น แต่ข้อจำกัดทางด้านเวลาในภาวะโรคระบาดอย่างที่ว่าทำให้การลงรายละเอียดไม่สมบูรณ์ แต่กระนั้นสิ่งที่เป็นคือความเร้าใจและพลังยังแรงสูงในการเดินเรื่องเช่นเดิม เพราะไม่ว่ายังไงความเป็น Voice ก็คือการเล่นกับเวลาที่ทำให้คนดูตื่นเต้นเร้าใจ
แต่ก็ยังมีบ้างที่มีความนวยนาดให้เห็นแต่ก็ไม่ถึงกับน่าเบื่อแค่อาจยังไม่บีบหัวใจจนหยุดดูไม่ได้เหมือนสามซีซันที่ผ่านมาที่ต้องยอมรับว่าคนดูหลายคนดูกันแบบเอาเป็นเอาตาย แต่พอมาซีซันนี้กลับดูได้สบายๆหยุดดูแล้วมาดูใหม่ก็ไม่ได้สร้างความหงุดหงิด ทั้งนี้เพราะมีสิ่งที่หายไปเลยที่กลายมาเป็นความต่างนั่นคืออารมณ์หลอน ความรู้สึกเสียวสันหลังกับบรรยากาศ ความโหดและความจิตของฆาตกร และความกล้าทำร้ายจิตใจคนดูในการกำจัดตัวละครหลักที่ทำให้เจ็บปวด แต่ซีซันนี้ไม่ได้มีครบอย่างที่เป็นกลายเป็นงานสืบสวนที่ดูสนุก ยังคงมีความเป็น Voice และยังคงฉลาดในการสร้างทางไปต่อที่คงจะยังไม่ถึงทางตันง่ายๆ แต่คราวนี้มันไม่เนี้ยบอย่างที่เคยเท่านั้น
ตัวร้ายที่น่าประทับใจจนกลายเป็นสัญลักษณ์ในทุกเรื่องที่เล่า
สิ่งที่ Voice เป็นและเยี่ยมมาตลอดคือการมีตัวร้ายที่น่าประทับใจ ซึ่งการเลือกเล่าเรื่องในแต่ละเรื่องนั้นพื้นฐานตัวละครมักจะแข็งแรงและมีแบ็คที่แข็งไว้ให้ต่อกรยาก ที่เหมือนกระชากหน้ากากสังคม VVIP ที่คงมีในสังคมบ้านเขา เมื่อความรวยจน ชื่อเสียง หรือคนที่เป็นที่นับหน้าถือตาไม่ได้การันตีความเป็นคนดี กลับกันสิ่งประดามีเหล่านั้นกลับกลายเป็นแปรงทาสีที่สามารถกลบเกลื่อนสิ่งที่ทำไว้ ซึ่งในซีซันนี้ก็เล่าได้ถึงใจด้วยการหยิบเอาเรื่องของความศรัทธาหรือความงมงายที่ไม่ว่าสังคมไหนก็ยังต้องมี และเมื่อมีความงมงายสิ่งที่ตามมาคือคนที่เห็นช่องทางหาผลประโยชน์จากความสิ้นหวังของมนุษย์ จนเมื่อนานเข้าก็กลายเป็นรากฐานในการปกปิดความต่ำช้าของตนเองเพราะมีอำนาจเงินและอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจและมันก็เป็นเรื่องที่ธรรมดามากที่ต้องฆ่าคนปิดปาก
แล้วมันส่งผลให้เกิดตัวร้ายที่เป็นโรคหลายบุคลิกที่บทโยงให้เห็นคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ว่าเกิดจากการถูกทำร้ายจิตใจ จนต้องสร้างตัวตนขึ้นมาปิดบังความรู้สึกตัวเองและนั่นก็ทำให้อดไม่ได้ที่จะคิดไปถึงหนังอย่าง Split (2019) ที่เล่าถึงอาชญากรที่เป็นโรคหลายบุคลิกได้อย่างถึงใจจึงมอบตัวร้ายที่มีสีสันแปลกตาและมีน้ำหนักรองรับแม้ว่าบางครั้งจะดูเกินเลยไปก็ยังพอรับได้ และแน่นอนความเป็น Voice ที่เห็นอีกอย่างคือการไม่รีรอที่จะเปิดหน้าตัวร้ายเมื่อถึงเวลาแล้วค่อยมาเป็นเกมแมวจับหนูซึ่งมันส่งผลโดยตรงกับอารมณ์ แล้วอาจเป็นเพราะมาตรฐานการแสดงของนักแสดงเกาหลีที่นักแสดงสามารถถ่ายทอดบทบาทได้ดีและความกล้าที่จะเล่นในบทที่ต่างไป เมื่อเรื่องเปิดหน้าตัวร้ายออกมาแม้ว่าเห็นก็รู้ทันทีแต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหนือความคาดหมายนิดๆ
เพราะนักแสดงที่มารับบทตัวร้ายคือคนที่ไม่คิดว่าจะเป็นมาก่อน แล้วการแสดงก็มีอะไรให้เล่นมากมายเพราะต้องเล่นหลายบุคลิก แต่นักแสดงที่คุ้นหน้าอย่างอีคยูฮยองก็ร้ายกาจพอที่จะรับผิดชอบบทตัวร้ายที่อาจจะไม่โหดเท่ารุ่นพี่ที่ผ่านมาเพราะบทลดความโหดลง (หรือไม่) แต่ดีกรีความจิตนั้นเกินเบอร์แถมยังจัดการยาก ซึ่งมิติที่มีอีกทางที่มองเห็นและดูจงใจใส่มาคือเรื่องของการเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กๆที่เป็นผ้าขาวสามารถเปลี่ยนมิติข้างในไปได้ตลอดกาล ซึ่งบางทีก็มองเห็นตรงนั้นและเข้าใจว่าบทพยายามบอกอะไร แต่กระนั้นก็ยังไปไม่ถึงจุดที่ความเห็นใจที่ในอดีตการถูกทำร้ายจิตใจจนทำให้คนที่น่าจะดีกลายมาเป็นปีศาจได้ เพราะรายละเอียดยังไม่เนี้ยบอย่างที่ว่า
การแสดงที่ดูตั้งใจเกินไปและการรับส่งกันที่ไม่ลื่นไหล
อย่างที่บอกคือเวลาและข้อจำกัดเรื่องของโรคระบาดมีผลแน่นอนเมื่อเห็นชัดเจนเลยว่าการแสดงไม่เนียนทั่วแผ่น ไม่ใช่เล่นไม่ได้แต่ด้วยข้อจำกัดอย่างที่ว่าอาจทำให้มาตรฐานของผู้กำกับในมุมของการแสดงเพี้ยนไป จึงเห็นได้ชัดเลยว่าการแสดงดูรับส่งบทกันไม่ลื่นไหลการตัดต่อในการรับส่งอารมณ์ดูโดด และการแสดงของนักแสดงระดับอีฮานาหรือซงซึงฮอนที่ไม่ค่อยได้เห็นที่การแสดงไม่เรียบร้อยแบบนี้ ก็ใช่ที่การแสดงไม่ได้แย่แต่เห็นความตั้งใจเกินไปในบางครั้งจนมองเห็นว่าไม่เป็นธรรมชาติอยู่บ้าง ซึ่งในภาวะปกติผู้กำกับอาจจะไม่ปล่อยให้ผ่านแต่ด้วยสถานการณ์คงต้องทำให้พอรับได้ก็น่าจะพอใจ ซึ่งถ้าไม่สังเกตก็อาจไม่เห็นแต่ถ้าเป็นคนดูที่ละเอียดอย่างดูไปบ่นไปเห็นแน่นอน
ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงคอซีรีส์เกาหลีที่เคยชินกับการแสดงที่ไร้ที่ติอยู่เสมอมาด้วยแล้ว แต่ถ้าแยกเป็นรายบุคคลอีฮานานั้นคงไม่ต้องทำอะไรมากเมื่อเห็นหน้าก็แทบจะนึกถึงภาพ ผอ.คังควอนจู อยู่แล้วและคงจะกลายเป็นตราประทับไปอีกนาน ซึ่งก็คงไม่เสียหายอะไรเพราะเธอคงจะเล่นบทนี้ไปอีกอย่างน้อยสักซีซันด้วยตอนจบที่ปูไว้ขนาดนั้น และคงจะมาประมาณนี้ที่แสดงแบบน่าสงสารอยู่ในทีสายตามีอะไรร้อยแปดมีความเศร้าอยู่ข้างใน แถมยังต้องงอหลังห่อไหล่ตลอดเมื่อต้องเข้าฉากกับนักแสดงชายเพราะความสูงของเธอที่ทำให้ต้องใช้มุมกล้องบ่อยๆ และสำหรับซีซันนี้เธอมีมิติให้เล่นที่เห็นความต่างออกไปบ้างและก็ทำได้อย่างน่าดูชม
ส่วนหล่ออมตะซงซึงฮอนนั้นถ้าไม่นับการเห็นความตั้งใจเล่นจนล้นไปบ้างการรับผิดชอบบทที่มีความเชี่ยวชาญในการสืบสวน ความเจ็บปวดในความสูญเสีย การเก็บอารมณ์เมื่อเรื่องที่สืบสวนเป็นเรื่องใกล้ตัว หรือกระทั่งเป็นความจริงที่พาดผ่านตัวเอง ซงซึงฮอนยังรับบทสายสืบจากอเมริกาที่มีสัญชาตญาณในการสืบสวนที่แตกต่างและสามารถเป็นเสาหลักคู่กับอีฮานาได้แบบที่พาเรื่องเดินหน้าไปได้อย่างน่าชื่นชม ส่วนนักแสดงคนอื่นๆที่เคยเห็นมาก็ยังคงอยู่ในมาตรฐานที่รับได้ คือคนที่รับบทเด่นต่างก็มีริ้วรอยไปกันทั้งหมดแต่ก็ไม่ได้ทำให้เรื่องเสีย แต่ที่ต้องเรียกว่าขโมยซีนไปเลยคือตัวร้ายที่มีอะไรให้เล่นมากมายและนักแสดงที่มารับบทก็เหนือความคาดหมายพอควร แต่เมื่อเข้าใจกับสถานการณ์ที่ยากลำบากที่ทำให้เห็นเป็นรอยตลอดทางกระทั่งด้านการแสดงจึงทำได้แค่เพียงเสียดายเท่านั้น
เมื่อเป็นการเล่าเรื่องเมื่อเวลาผ่านมาจากซีซันแรกที่เป็นปรากฎการณ์ก็เข้ามาปีที่สี่ สิ่งที่ตามมาคือลูกเล่นและชั้นเชิงที่เคยใช้ได้ผลเริ่มจะใช้ไม่ได้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ในระยะเวลาที่ผ่านมาชั้นเชิงแบบ Voice ได้ถูกหยิบจับไปเล่นมามากมายถูกดัดแปลงให้เห็นหลายต่อหลายครั้งเลยทำให้ความเร้าใจในเรื่องของชั้นเชิงเริ่มลดลง สิ่งที่ต้องชดเชยคือการใส่เรื่องประเด็นทางสังคมที่คมคายแฝงเข้าในคดีต่างๆทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับคดีหลัก คนดูจึงได้เห็นมุมมองของการปะทะกันในเรื่องของวิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์ การหาประโยชน์จากความศรัทธาและความสิ้นหวังของมนุษย์ เรื่องของการเลี้ยงดูเด็กที่เป็นดั่งผ้าขาว ประเด็นของการรับบุตรบุญธรรมไปอุปการะที่บางทีไม่ใช่ของขวัญอย่างที่คิด เรื่องของความรุนแรงในโรงเรียนที่เป็นปัญหาสังคมที่เรื้อรังในบ้านเขา
อันส่งผลให้เป็นจุดเริ่มต้นของอาชญากรรมในเรื่องช่องโหว่ทางกฎหมาย เรื่องของการทอดทิ้งพ่อแม่ผู้ชราอันสืบเนื่องมาจากการเลี้ยงดูในวัยเด็กอีกเช่นกัน ซึ่งมันคือความแยบยลในการใส่มาส่งอารมณ์เชิงลึกของการสืบและการไขคดีทำให้แต่ละคดีมีความเร้าใจและน่าสนใจทำให้เรื่องเดินหน้าไปอย่างสนุก ซึ่งถ้านับกันที่จุดนี้ Voice ก็ยังคงเป็น Voice ที่ยังจัดการอารมณ์ได้ ยังคงสนุก เร้าใจ ถึงใจ แค่ยังไม่ถึงฟอร์มด้วยปัจจัยบางอย่างเท่านั้น เพราะยังจัดเต็มในเรื่องของการอย่าเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นและได้ยินเพราะหากเชื่อสายตาก็พร้อมจะถูกความพลิกผันมาเล่นงาน ก็นับว่านี่คืองานที่คุ้มค่ากับการรอคอยและคล้ายกับกลายเป็นหน้าที่ไปแล้วเมื่อดูมาตั้งสามซีซันก็ต้องดูกันต่อไป ส่วนทางที่จะไปต่อก็ต้องมารอดูว่าจะมาให้พิสูจน์อีกเมื่อไหร่และจะไปไกลได้อีกขนาดไหน
ดูไปบ่นไป
viu